การบรรยาย : Industrial Management
วัน/เวลา : พฤหัสฯ ที่ 9 สิงหาคม เวลา 10.00 - 11.30 น. / อังคารที่ 14 สิงหาคม เวลา 17.30 - 19.00 น.
นักศึกษา : 4Z และ 3Zn
........................................................................................................................
หัวข้อการบรรยาย : สรุปได้ดังนี้
1. แนะนำภาพรวมวิชา / วิธีการเรียน
2. บรรยาย Case Study 1 : Repositioning Thailand
Assignment : ยังไม่มี
กำหนดนัดหมาย การบรรยายครั้งต่อไป :
พฤหัสฯ ที่ 16 สิงหาคม เวลา 10.00 - 12.00 น. : นศ. 4Z
อังคารที่ 28 สิงหาคม เวลา 17.30 - 19.30 น. : นศ. 3Zn
..........................................................................................................................
สรุป :
Case Study 1 : Repositioning Thailand
ก่อนจะเริ่มเข้าสู่เรื่องการจัดการระบบอุตสาหกรรม
สิ่งแรก ที่อยากถามให้ทุกคนคิด คือ บทบาทและขอบเขตของการศึกษาวิชา Industrial Management รวมทั้ง วิชาอื่นๆ ในภาควิชา Industrial Engineering
- พวกเราเรียนวิชาต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะด้าน Industrial Management พวกเราเรียนแยกย่อยมากมาย ทั้งในแง่ Production Planning / Project Management / Qualty Control+Management และ ฯลฯ
- อยากลองถามบางเรื่อง ให้พวกเราลองอธิบาย ในประเด็นดังนี้ ... (คิดเล่นๆ ไม่ต้องส่งคำตอบ)
1. เหตุใด เมื่อราคาน้ำมันเปลี่ยนแปลง แม้เพียงเล็กน้อย แต่ส่งผลกระทบต่อระบบอุตสาหกรรมของประเทศ มากมาย
และ
2. เหตุใด ผลของอัตราแลกเปลี่ยนเงิน เช่น ปัจจุบัน ค่าเงินบาทแข็งขึ้น มีผลต่อการดำเนินธุรกิจของโรงงานอย่างใหญ่หลวง จะเห็นได้จากการปิดตัวของโรงงานต่างๆ มากมาย
และ
3. เหตุใด ปัญหาด้านระบบและกระบวนการผลิต ของประเทศจึงเกิดขึ้นและซ้ำซาก เช่น ผลไม้ราคาตกต่ำในฤดูผลไม้ ฯลฯ รวมทั้งวงจรอุบาทประจำปี เช่น ฝนแล้ง-เขื่อนแห้ง ฝนรั่ว-เขื่อนแตก ทุกระบบทำงานแบบ หน้าแล้ง-ขุดน้ำ หน้าฝน-กั้นน้ำ หน้าหนาว-อยู่เฉยๆ รอปัญหาปีหน้า
และ
4. และสุดท้าย ในฐานะคนไทย และในฐานะวิศวกรในอนาคต ที่น่าจะมีบทบาททางความคิดที่มากกว่ามนุษย์เงินเดือนทั่วๆ ไป .... ท่านสามารถบอกตัวเอง หรือคนอื่นๆ ได้ไม่ว่า ประเทศไทย ปัจจุบัน ดีขึ้น-แย่ลง-ทรงๆ
อย่างไรก็ตาม
วัน/เวลา : พฤหัสฯ ที่ 9 สิงหาคม เวลา 10.00 - 11.30 น. / อังคารที่ 14 สิงหาคม เวลา 17.30 - 19.00 น.
นักศึกษา : 4Z และ 3Zn
........................................................................................................................
หัวข้อการบรรยาย : สรุปได้ดังนี้
1. แนะนำภาพรวมวิชา / วิธีการเรียน
2. บรรยาย Case Study 1 : Repositioning Thailand
Assignment : ยังไม่มี
กำหนดนัดหมาย การบรรยายครั้งต่อไป :
พฤหัสฯ ที่ 16 สิงหาคม เวลา 10.00 - 12.00 น. : นศ. 4Z
อังคารที่ 28 สิงหาคม เวลา 17.30 - 19.30 น. : นศ. 3Zn
..........................................................................................................................
สรุป :
Case Study 1 : Repositioning Thailand
ก่อนจะเริ่มเข้าสู่เรื่องการจัดการระบบอุตสาหกรรม
สิ่งแรก ที่อยากถามให้ทุกคนคิด คือ บทบาทและขอบเขตของการศึกษาวิชา Industrial Management รวมทั้ง วิชาอื่นๆ ในภาควิชา Industrial Engineering
- พวกเราเรียนวิชาต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะด้าน Industrial Management พวกเราเรียนแยกย่อยมากมาย ทั้งในแง่ Production Planning / Project Management / Qualty Control+Management และ ฯลฯ
- อยากลองถามบางเรื่อง ให้พวกเราลองอธิบาย ในประเด็นดังนี้ ... (คิดเล่นๆ ไม่ต้องส่งคำตอบ)
1. เหตุใด เมื่อราคาน้ำมันเปลี่ยนแปลง แม้เพียงเล็กน้อย แต่ส่งผลกระทบต่อระบบอุตสาหกรรมของประเทศ มากมาย
และ
2. เหตุใด ผลของอัตราแลกเปลี่ยนเงิน เช่น ปัจจุบัน ค่าเงินบาทแข็งขึ้น มีผลต่อการดำเนินธุรกิจของโรงงานอย่างใหญ่หลวง จะเห็นได้จากการปิดตัวของโรงงานต่างๆ มากมาย
และ
3. เหตุใด ปัญหาด้านระบบและกระบวนการผลิต ของประเทศจึงเกิดขึ้นและซ้ำซาก เช่น ผลไม้ราคาตกต่ำในฤดูผลไม้ ฯลฯ รวมทั้งวงจรอุบาทประจำปี เช่น ฝนแล้ง-เขื่อนแห้ง ฝนรั่ว-เขื่อนแตก ทุกระบบทำงานแบบ หน้าแล้ง-ขุดน้ำ หน้าฝน-กั้นน้ำ หน้าหนาว-อยู่เฉยๆ รอปัญหาปีหน้า
และ
4. และสุดท้าย ในฐานะคนไทย และในฐานะวิศวกรในอนาคต ที่น่าจะมีบทบาททางความคิดที่มากกว่ามนุษย์เงินเดือนทั่วๆ ไป .... ท่านสามารถบอกตัวเอง หรือคนอื่นๆ ได้ไม่ว่า ประเทศไทย ปัจจุบัน ดีขึ้น-แย่ลง-ทรงๆ
อย่างไรก็ตาม
พวกเราทุกคน คงจะไม่สามารถจะมองและก้าวไปสู่จุดหมายได้อย่างถูกต้อง และมีประสิทธิภาพ หากเราไม่รู้ว่า ตอนนี้ เราอยู่ที่ไหน ณ ตำแหน่งใด ?
และนี่คือ ที่มา ของความสำคัญ ของ Case Study ที่ 1 นี้ ....
.................................................................................
Case Study ที่ 1 จะช่วยทบทวนว่า เราอยู่ ณ ตำแหน่งใด บนโลกใบนี้
และช่วยให้เรามอง ประเทศไทย ในมุมมองใหม่ ที่กว้างขึ้น
สำหรับเด็กไทย วิชาประวัติศาสตร์ คือ เรื่องน่าเบื่อ
และนี่ก็ไม่ใช่ความผิดของเด็ก ... แต่เป็นความผิดพลาดของระบบการสอน ....
ข้าพเจ้าเคยถามตัวเองบ่อยๆ ว่า ได้อะไรจากวิชาประวัติศาสตร์ไทย
นอกจากต้องท่องจำชื่อ ท่องจำปีพ.ศ.
รู้ทุกอย่าง จำได้ทุกอย่าง ...
แต่ไม่เคยรู้ในเชิงวิเคราะห์ ...
ดังนั้น ... จึงยากยิ่งขึ้น หากจะวิเคราะห์บทเรียนเหล่านั้น
แล้วกลั่นสู่ระบบการคิด .... เพื่อการตัดสินใจในปัจจุบัน
และ กลั่นซ้ำสู่ระบบการคิด .... เพื่อการวางแผน ทิศทางของประเทศในอนาคต ...
ทำยาก ทำยาก ทำยาก ... เพราะเราสอนให้เด็กๆ เบื่อ ... ประวัติศาสตร์
เราถูกสอนให้เชื่อว่า .... การเมือง ...
คือ ภาพของอำนาจ ความขัดแย้ง ความมักใหญ่ใฝ่สูง การคอรัปชั่น ....
ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว การเมืองการปกครอง คือ สิ่งที่มีผลกระทบต่อทุกระบบของประเทศ
เป็นหนึ่งในสามระบบหลัก ที่ค้ำจุนประเทศ
(ระบบการเมืองการปกครอง - ระบบเศรษฐกิจ และ - ระบบสังคม)
และไม่ใช่เรื่องไกลตัว จากวิศวกรอย่างพวกเรา ....
ทั้งเรื่องของระบบการผลิต ระบบอุตสาหกรรม
ระบบทางวิศวกรรม ระบบการบริหารจัดการ ...และทิศทางธุรกิจ
แล้วถูกกำหนด ตามแนวนโยบายของรัฐ
และผันแปร ตามสถานการณ์การเมืองโดยตรง .....
พวกเรา .... มีความรู้เรื่องการเมือง และติดตามข่าวสารบ้านเมืองในระดับไหน ...
อย่ามองการเมือง เพียงแค่หลงยึดว่า
.... เราชอบใคร ใครอยู่ฝ่ายไหน ...
รักทักษิณ / เกลียดทักษิณ
เบื่อสนธิ / เบื่อ คมช. / เบื่อ นปก.
รัก-ชอบ-เกลียด-ศรัทธา-ดี-เลว เป็นเรื่องทาง อารมณ์
แต่ควรหัดมอง "ความเป็นไป" ของการเมืองการปกครอง
มองว่า การเมือง คือ "ระบบ" ที่เราต้องผูกพัน
และถูกผลกระทบจากระบบนี้ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ...
ความจริง สถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน ไม่ใช่เรื่องใหม่ ...
เรื่องนี้ .. วงจรนี้ ... เคยเกิดขึ้นอย่างซ้ำซาก หลายรอบหลายหน ....
...... พวกเรา ควรจะรู้ไว้บ้าง ..... เพราะโตๆ เป็นผู้ใหญ่แล้ว ...
กรุงศรีอยุธยา
เป็น กรณีศึกษา ทางการเมือง การปกครอง และการบริหาร
ทีได้รับการยกย่อง รวมทั้งมีการวิจัย และศึกษา จากนักวิชาการทั่วโลก
จะมองในแง่ของระบบการบริหารจัดการที่คิดนอกกรอบ
ล้ำหน้ากว่าประเทศใด ในยุคนั้น .... และทันสมัยตราบจนปัจจุบันนี้
จนได้รับการจัดอันดับ เป็นเมืองหลวงของโลก ณ ยุคนั้น
แม้ว่า อยุธยา จะเป็นเพียงเกาะเล็ก บนแม่น้ำหลักของประเทศไทย
มีขนาดเล็กมาก เมื่อเทียบกับมหาอำนาจอื่นในเอเชีย เช่น จีน หรือ อินเดีย
แต่ชาวอโยธยา กลับทำหน้าที่ เป็นนายหน้า ....
เป็นผู้มีบทบาทสำคัญ ในการกำกับดูแล ราคาซื้อขายแลกเปลี่ยน
เป็นผู้ตั้ง ราคาขาย สินค้าโลกตะวันออก (เอเชีย)
เป็นผู้ตั้ง ราคารับซื้อ สินค้าโลกตะวันตก (ยุโรป)
เป็นศูนย์รวม และกระจายสินค้าที่มีประสิทธิภาพ ....
เป็นศูนย์รวม และกระจายสินค้าที่มีประสิทธิภาพ ....
พยายามทำบทบาทเหมือนอยุธยา เมื่อ 400-500 ปีที่ผ่านมา ...
แต่อยุธยา ก็ยังยอดเยี่ยมกว่า ในทุกๆ ด้าน
เช่น ด้านการเมือง การปกครอง ....
อยุธยา มีการใช้ผู้บริหาร ที่มีฝีมือจากต่างประเทศ
ทำหน้าทีเสนาบดี มาหลายยุคหลายสมัย
รวมทั้ง งานด้านกองัพ หรือ ความมั่นคง
ก็ล้วนใช้กองกำลัง และอาวุธยุทโธปกรณ์ ที่ซื้อจากต่างชาติ
เป็นเทคโนโลยีล่าสุด ในสมัยนั้น ... เพื่อเสริมความมั่นคงของชาติ
ทรงประกาศอิสรภาพแห่งความเป็นไทย
และแผ่แสนยานุภาพ ของประเทศไปทั่วทุกทิศ
ประเทศไทยก็มั่นคง ในแง่การเมืองการปกครอง
ส่งผลต่อเศรษฐกิจ เป็นที่ยอมรับ และไว้วางใจในระดับนานาชาติ
มีความผาสุก ร่มเย็น
มีความเจริญงอกงามในพระศาสนา
ทุกๆ ศาสนาสามารถเผยแพร่ และอยู่ร่วมกันได้ อย่างสันติ
ยังก่อให้เกิด การพัฒนาด้าน ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณีอันดีงาม
อันเป็นรากฐานทางวัฒนธรรมของประเทศไทยในปัจจุบัน
ร่ำรวย อย่างก้าวกระโดด ...
แล้วท้ายสุด .... ก็ล่มสลายลง
..... ด้วยสาเหตุใด ....
เป็นเพราะ ....
ไทยแตกสามัคคี
ไทยอ่อนแอ
ไทยรวยขึ้นๆ ... แต่โง่ลงๆ ...
หรือ ย่อมเป็นไปตามกาลเวลา ...
คงเป็นประเด็น ที่จะต้องคุยกันให้ชัดเจนอีกครั้ง เมื่อมีโอกาส
ขอให้คิด ก่อนจะเข้านอนทุกครั้ง ... ว่า
ประเทศอันเป็นที่รักของเรา
จะมีโอกาส ได้กลับเข้าสู่ยุคทอง ...
เยี่ยงกรุงศรีอยุธยา อันเกรียงไกรในสากลโลก ... ได้บ้างไหม ? ....
หรือ คิดเพียงแต่ว่า ....
เพียงแค่ ให้ประเทศไทย สามารถประคับประคองตัว
ให้ผ่านพ้นวิกฤติในปัจจุบันนี้ได้ ....
ก็โชคดีนักหนาแล้ว ...
ฝากให้ อนาคตของชาติ .... ลองคิดดู .... ????
คือ คำถามว่า ...
หากเราอยากจะวัดว่า
ประเทศใด ... เจริญกว่า หรือ ดีกว่า ประเทศอื่นอย่างไร ...
เขามีวิธีวัดอย่างไร ? ใช้อะไรเป็นดัชนี ในการชี้วัด ? ...
จากภาพ ....
โดยหลักการสากล .... มีการสร้างตัวชี้วัดมากมาย
อาจมองในแง่การศึกษา สาธารณสุข เศรษฐกิจ
หรือ แม้แต่ศิลปวัฒนธรรม ....
เป็นเหมือนตัวชี้วัดประเทศ ว่ากลุ่มใดพัฒนาแล้ว-กำลังพัฒนา-และด้อยพัฒนา
ส่วนอีกตัวที่มาแรง ... เรียกว่า HPI ..
มีการแอบเรียกโดย ประเทศเศรษฐีไฮโซว่า .....
นี่คือ .... ดัชนีปลอบใจคนจน ....
คนรวย สร้างระบบเพื่อวัด คนรวย ด้วยกัน ....
จะวัดกันอย่างไร .... ประเทศเล็กๆ จนๆ
ก็ย่อมมีความสามารถในการแข่งขันต่ำเสมอ ...
จะวัดไปทำไม .... ?
อันดับหนึ่ง คือ อเมริกา ....
แต่ไม่สบายใจ ที่เราแพ้ ... มาเลเซีย แล้ว
ไทยดีขึ้นๆ จาก 31-30-29-27 และกลับมาเด้งกลับไป 32
ฝ่าย กองเชียร์ท่านอดีตนายกทักษิณ คุยว่า นี่ คือ ผลงานแบบเนื้อๆ ของรัฐบาลที่ผ่านมา
กอบกู้ประเทศ ... ฟื้นฟูเศรษฐกิจ ... ฯลฯ
พอ 2006 การเมืองกระเพื่อม
ประชาธิปไตยถูกทำลาย .... ประเทศถอยหลัง !!!! เห็นมะ ๆๆๆๆ
ฝ่าย กองด่าท่านอดีตนายกทักษิณ คุยว่า
2002 คือ ปีที่วิกฤตที่สุดของประเทศ ....
ดังนั้น ...ไม่ว่าจะทำอย่างไร .....
ประเทศก็ย่อมฟื้นตัว .... ตามกลไก ของเศรษฐกิจอยู่แล้ว
ส่วนประเด็น การตกต่ำ ... ของปี 2006
ก็ขอให้ลองดูการก้าวกระโดดของจีน จาก 2005 ถึง 2006 ดูก่อน ...
ว่า ...
1. ทำไม จีนจึงก้าวกระโดด
2. การกระโดดของจีน ส่งผลให้ประเทศใดบ้าง ประเทศใดได้ประโยชน์/เสียประโยชน์ ...
3. ถ้าไทยเสียประโยชน์ ... รัฐบาลใด คือ ผู้ตัดสินใจที่เสียเปรียบเช่นนี้ ...
ประเด็นนี้ ไม่ขอวิจารณ์ ....
แต่อยากฝากให้คิดว่า เราเชื่อในดัชนี นี้แค่ไหน ?
ดัชนี นี้บอกอะไรได้จริงแค่ไหน .... ???
ยกตัวอย่างว่า ....
กรณีนี้ .... เหมือนกับว่า ....
ไทยส่ง เทพีสงกรานต์ เอวบางร่างน้อย .... ไปประกวดธิดาช้าง ....
เป็นเรื่องต่างกรรม ต่างวาระ ... ต่างกติกาและตัวชี้วัด ....
.... อย่าไปจริงจังมันให้มาก .....
จริงไหม ?
หรือ ...เก็บมันไว้ในใจเราก่อน .... ไว้เตือนสติ .... อาจจะดีก็ได้
แล้วผ่านเข้าสูตรนี้
นี่คือ ผลของ HPI รายประเทศ ทั้งโลก ...
ไทย คือ ลำดับที่ 32
แต่แชมป์ เปลี่ยนไปแบบเหลือเชื่อ ....
ประเทศที่น่าอยู่ มีดัชนีความสุขสูงสุด ..
เป็นประเทศด้อยพัฒนา ..... แบบสุดๆ
มีคำอธิบายว่า ....
ประเทศที่ด้อยด้านสาธารณูปโภค .... infrastructure ไม่ดี
เช่น ไม่มีระบบประปา ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีแกส ...
ด้อยพัฒนาก็จริง .... แต่ไม่ทำลายธรรมชาติ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า
.... อาจจะไม่สะดวกกว่า ..... แต่สบายกว่าเยอะ ...
จะมีระบบน้ำประปาไปทำไม หากตักน้ำในคูคลองหน้าบ้านมากินได้ ...
จะเรียกร้อง หาก 7-11 หรือ Lotus ไปทำไม ....
หากเปิดหน้าต่าง ก็ปลิดชมพู่มากินเล่นได้
หากไปอาบน้ำริมคลอง ก็เอานิ้วเท้าคีบเอากุ้งแม่น้ำ มาเผากินเล่นได้ ....
การเมืองไม่ดี .... รัฐธรรมนูญไม่คุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ....
แต่รัฐบาลไม่โกง .... โจรผู้ร้ายไม่มี ....
หมอมีน้อย .... แต่พวกเราสุขภาพดี ....
เพราะอาหารดี-อากาศดี-ไมมีมลพิษ -ไม่ปวดหัว - ไม่ภูมิแพ้
ไม่ทุกข์ใจกับสังคม จนต้องพึ่งพาสุราและยาเสพติด ...
.... นี่คือ มุมมองความสุข ... ความพอเพียง ... ที่น่าอิจฉา .. รึเปล่า ???
ประเทศที่เจริญด้านวัตถุ .....
ความสุขแทบจะไม่มี ....
ชีวิตมีความปลอดภัยสูง ...
อุปมา เหมือนเราพักอาศัย
ณ บ้าน ที่มีประตูหน้าต่าง-ระบบเตือนภัย-รปภ. เข้มงวด ...
บางคน อาจจะนอนหลับตาได้อย่างสุขใจ
แต่บางคน คงนอนอนาถใจตนเอง ที่นอนในสภาพที่ไม่ต่างกับกรงขัง ...
ประชาชน ในประเทศที่เจริญ ....
เพียงแค่จะเข้านอน แล้วสามารถหลับตาลง หลับฝันดี
... ยังต้องใช้ยานอนหลับ มาช่วยกล่อมประสาท
แม้ว่า อาหารการกินจะดี สมบูรณ์ สะอาด ...
แต่ทำไมต้องกินอาหารเสริม วิตามินบำรุง ... และสารพัดยา
ทำงานหนักทั้งวัน เครียดทั้งวัน ....
แต่ก็ต้องคอยออกกำลังกายเพิ่มอีก ... ทำไมหนอ ...
ระบบในชีวิตประจำวันปลอดภัยมากๆ (เช่น ในอเมริกา / ยุโรป)
มากเสีย ต้องสร้างหนัง ดูละคร หรือเล่นเกมส์ ที่สยดสยอง หวาดเสียว บ้าคลั่ง ....
ลองเอา 2 ดัชนี มาดูค่าความแตกต่าง ... ในเชิงปริมาณ ....
เรามีทั้งเรื่องสุดโต่งทางวัตถุ .... แต่ก็ไม่ละเลยเรื่องทางจิตใจ
เราคุ้นเคยกับระบบนี้ .... คุ้นเคยจนไม่เคยเห็นคุณค่าของมัน
ดังนั้น .... จึงมักมีคนต่างชาติ มองคนไทยและประเทศไทยแบบแปลกๆ ..
เขาว่า ....
เราเป็นประเทศที่มีความขัดแย้งทางบุคคลิกภาพสูงมาก ...
คนไทยใจดี สบายๆ ปล่อยปะละเลย .... แต่ไม่ยอมเสียเปรียบใครง่ายๆ ...
คนไทยเกียจคร้าน รักสบาย .... แต่พัฒนาตนเอง เรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว ...
คนไทยรักง่าย โกรธง่าย ..... และก็ลืมง่าย ....
และท้ายที่สุด ....
คนไทยก็มีน้ำใจ และให้อภัยกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ได้โดยง่าย ...
.........................................................................................................
ประเด็นเพิ่มเติม ... จะคุยกันอีกครั้ง ในการบรรยายครั้งหน้า
หากมีข้อสงสัย โต้แย้ง โปรดแสดงความคิดเห็นผ่าน "ความคิดเห็น" ในท้ายหน้านี้
หรือ นำไปสนทนาเป็นประเด็นประจำวัน ในห้องเรียนก็ได้ .....